วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปางทั้ง 10 ของพระนารายณ์ มัตสยาวตาร


มัตสยาวตาร ตำนานน้ำท่วมโลก
เรื่องเล่านี้ถูกอ้างอิงว่ามาจากศาสนาพราห์มมีการเล่ากันหลายแบบ แต่ฉันขอสรุปเองดังนี้ ในครานั้น พระนารายณ์ได้อวตารลงมาเป็นปลา ในภาคที่เรียกว่า มัตสยาวตาร เพราะพรหมผู้เป็นเจ้าจะเข้าสู่พรหมราตรี เพราะพรหมนั้นจะสร้างสรรคและดูแลสรรพสิ่งเฉพาะพรหมทิวาเท่านั้น และเมื่อพระพรหมผู้เป็นเจ้าได้เข้าสู่การบรรทม อสูรหนึ่งที่มีนามว่า "หัยครีพ" ได้เข้ามาขโมยพระเวทอันศักสิทธิ์ ที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพรหม ให้ขณะที่บรรทม แล้วก็หนีไปยังบาดาลพระนารายณ์เกรงว่าอสูรนั้นจะทำความเสียหายแก่โลกด้วยนำ พระเวทไปใช้ในทางที่ผิดมนุย์จะเดือดร้อน

จึงใช้วิธีตัดตอนปัญหาแบบเทพเทวา โดยอวตาลมาเป็นปลาตัวเล็ก ชื่อ "ศะผะริ" ให้พระมนู ผู้เป็นเจ้าเมืองมีเหตุต้องช้อนเอาไปเลี้ยง แต่เมื่อเอาไปเลี้ยงในภาชนะเล็กๆปลาก็โตใหญ่คับอย่างรวดเร็ว เอาไปใสในสระ ไม่นานก็คับสระ เอาไปใส่ในคลองก็คับคลองไม่นานนัก เอาไปใส่ในแม่น้ำไม่นานก็โตใหญ่เต็มแม่น้ำ พระมนูไวยวัตรเจ้าเมืองจึงเอะใจว่า นี่คงไม่ใช่ปลาธรรมดาแต่เป็นปลาเทพอวตารมาเป็นแน่จึงถวายนมัสการ มัสยาอวตารจึงกล่าวให้หาทางแก้ปัญหาเสียแต่ต้นๆ เพราะว่าเมื่อพรหมราตรีมาถึงอสูรอาจทำความเสียหายแก่โลกด้วยพระเวทนั้น น้ำจะท้วมโลกกันใหญ่โต ด้วยว่าพระมนูไวยวัตรนั้นเป็นผู้ปกครองที่ดีจึงได้อวตารมาบอกให้เอาตัวรอด ไว้ก่อนปัญหาจะเกิด โดยให้ต่อเรือแล้วนำสัตว์เป็นคู่ๆขึ้นไปเก็บรักษาไว้ แล้วขนข้าราชบริพารและราชวงศ์ขึ้นไปด้วยเพื่อจะได้รอดชีวิต ต่อมาน้ำก็ท่วมแล้วคนในเรื่อก็รอดชีวิต แล้วปลาศิผะริ ก็ไปจัดการปราบอสูร หัยครีพ

อีกตำนานhttp://www.blogger.com/img/blank.gif

อวตาร ของพระนารายณ์ปางที่ 1 อันเกี่ยวเนื่องด้วยเหตุน้ำท่วมโลกนั้น เกิดขึ้นเมื่อถึงกาลจะสิ้นยุคของยุคเก่าก่อนยุคพวกเรา ( 1 ยุคมั้ง ฮี่ๆๆ) ณ เวลานั้น ก็เป็นตามธรรมเนียมของการสิ้นยุคว่าพระพรหมจะต้องเข้าบรรทม หลังจากไม่ได้นอนเลยมานานแสนนาน = =

ทว่า ในกาลนั้นเมื่อพระพรหมเข้าบรรทมไปแล้ว ก็เกิดเหตุขึ้นคือมีอสูรหอยสังข์ตนหนึ่งชื่อ หั ย ค รี ว ะ หรือ หัยครีพ ลอบเข้าไปขโมยเอาคัมภีร์พระเวททั้ง 4 เล่มที่พระพรหมเก็บรักษาไว้ออกมา (คัมภีร์ทั้ง 4 นั้นคือ คัมภีร์ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และ อาถรรพเวท) และเมื่อขโมยคัมภีร์พระเวททั้ง 4 ซึ่งตนมีใจใฝ่ฝันโหยหาอยากได้มาครอบครองมานานแล้วได้สำเร็จสมใจ หัยครีพก็รีบหนีลงทะเลเพื่อกลับที่พำนักของตนด้วยใจอันลิงโลด

ครั้น ถึงถิ่นที่พำนักของตนแล้ว หัยครีพซึ่งอยากได้คัมภีร์พระเวทมานาน พอได้มาสมใจก็เกิดร้อนวิชา อยากลองว่าคัมภีร์พระเวทที่ตนใฝ่ฝันจะมีอานุภาพมากแค่ไหน ประกอบกับ ณ เวลานั้นโลกจะต้องสิ้นสุดลงด้วยน้ำพอดี หัยครีพซึ่งแน่ใจว่าตัวเองรอดจากน้ำบรรลัยกัลป์ได้อยู่แล้ว (เพราะตัวเองเป็นสัตว์น้ำ) จึงลองวิชาโดยการร่ายมนต์ให้กาลอวสานของโลกด้วยน้ำนั้นมาถึงเร็วขึ้นกว่า ปกติ

เรื่องทั้งหมดทราบไปถึงพระนารายณ์ พระองค์จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาถึง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน คือ

1. ช่วยชีวิตเหล่าคนดีที่ยังคงเหลืออยู่ ( เพราะหัยครีพเรียกน้ำออกมาก่อนเวลาอันควร จึงยังมีคนดีหลงเหลืออยู่บนโลก )
2. กำราบหัยครีพและนำคัมภีร์พระเวททั้ง 4 กลับไปคืนพระพรหม

พระองค์ จึงอวตารลงมาเป็นปลากรายสีทองตัวน้อย และไปดักคอยท่าท้าวสัตยพรต กษัตริย์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเมตตามากที่สุดในโลก (ทั้งๆที่โลกในตอนนั้นอยู่ในช่วงกลียุคตอนปลายแล้ว) เพราะท้าวสัตยพรตคือ 1 ในคนดีที่พระองค์ต้องช่วยเหลือนั่นเอง

พอท้าวสัตยพรตผ่านมา พระนารายณ์ซึ่งตอนนั้นเป็นปลากรายทอง นามว่า สัปพลิ ก็ร้องขอให้ท้าวสัตยพรตช่วย เนื่องจากแอ่งน้ำที่ตนอยู่กำลังจะแห้ง ท้าวสัตยพรตจึงพาปลากรายทองนั้นไปปล่อยในสระน้ำใกล้ๆ ทว่าหลังจากที่ท้าวสัตยพรตพึ่งจะกลับหลังหันได้เสร็จ ปลาสัปพลิก็บอกอีกว่า สระน้ำนี่ตื้นเกินไปช่วยด้วยๆ และพอท้าวสัตยพรตหันกลับไปมอง ก็พบว่าปลากรายทองตัวนั้นใหญ่เกินสระน้ำเสียแล้ว ด้วยความเมตตาพระองค์จึงเกณฑ์ไพร่พลมานำปลาไปใส่ในคลองที่อยู่ในอุทยานของ พระองค์เอง แต่ลงไปได้แค่ไม่ถึงครึ่งนาทีปลานั้นก็ใหญ่คับคลองอีก และขอความช่วยเหลืออีก ท้าวสัตยพรตจึงเกณฑ์ไพร่พลให้เอาปลาไปปล่อยในทะเลสาบ แต่ปลาก็ใหญ่คับทะเลสาบอีก และขอให้หาที่อยู่ใหม่ให้ตนอีก

ฝ่าย ท้าวสัตยพรตเห็นปลาตัวนี้มีพิรุธมานานแล้ว มาคราวนี้จึงถามปลาว่า ท่านน่ะไม่ใช่ปลาธรรมดาแน่ๆ ดังนั้นกรุณาบอกข้ามาเถิด มาแกล้งปั่นหัวข้าเช่นนี้ มีประสงค์อันใดกันแน่
พญาปลาสัปพลิ จึงบอกว่า ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากทดสอบว่าท้าวสัตยพรตเป็นคนมีเมตตาสูงดังที่เล่าลือกันหรือไม่ก็แค่ นั้น ซึ่งก็ได้ทดสอบจนเห็นจริงแล้วว่า ท้าวสัตยพรตเป็นคนมีเมตตาธรรมสูงส่ง เปรียบเสมือนเพชรในตมแห่ง
กลียุคที่ตนจะต้องปกป้องไว้ให้ได้ แล้วพญาปลาสัปพลิก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ท้าวสัตยพรตฟัง และให้ท้าวสัตยพรตเตรียมเรือดีๆไว้ แล้วให้พาพระมเหสี กับ พระฤษีทั้ง 7 ตน และคนดีที่เหลืออยู่ (เหลือไม่ถึง 10 คน) ขึ้นเรือนั้น เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาน้ำท่วมโลกจะได้ไม่เป็นอะไร

ท้าวสัตยพรตทำตาม ที่พญาปลาแนะนำ และเมื่อถึงเวลาน้ำท่วมโลกพระองค์กับมเหสี และพระฤษีทั้ง 7 ตลอดจนสรรพสัตว์และคนดีที่เหลืออยู่ ก็รอดชีวิตอยู่ในเรือนั้น โดยเมื่อกระแสน้ำเชี่ยวกรากขึ้น พญาปลาสัปพลิก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับพญานาคตัวหนึ่ง พญาปลาให้พญานาคใช้หางกระวัดหัวเรือไว้ แล้วใช้ลำตัวท่อนบนพันเขาตนไว้อีกที แล้วพญาปลาก็ลากเรือของท้าวสัตยพรตให้พ้นไปจากเขตอันตราย จนแน่ใจว่าเรือของท้าวสัตยพรตปลอดภัยแล้ว พญาปลากับพญานาคจึงผละออกจากเรือ แล้วพญาปลาก็ดำลงไปยังใต้สมุทร ค้นหาอสูรหอยสังข์หัยครีพจนเจอ และเข้าต่อสู้กัน ซึ่งในที่สุดพญาปลาสัปพลิก็เป็นฝ่ายชนะ ส่วนอสูรหอยสังข์หัยครีพนั้นก่อนตายก็บอกกับพญาปลาว่า ที่ทำไปทั้งหมดนี่ก็เพราะมีใจให้กับคัมภีร์พระเวทจนถอนตัวไม่ได้ และแม้จนบัดนี้ตนก็ยังอยากจะอยู่กับคัมภีร์พระเวทต่อไปชั่วนิรันดร์ แล้วหัยครีพก็ตาย พญาปลาจึงกลับร่างเป็นพระนารายณ์แล้วใช้หัตถ์แหวะเปลือกหอยสังข์เพื่อเอา คัมภีร์กลับคืนมาและนำไปคืนพระพรหม
และนับจากนั้นมาหอยสังข์ทุกตัว ที่เป็นลูกหลานของหัยครีพก็จะมีรอยหยักที่เปลือกคล้ายรอยมือบุรุษ และในพิธีพราหมณ์ที่จะต้องใช้คัมภีร์พระเวท ก็จะต้องนำเปลือกหอยสังข์มาเป็นเครื่องสูงในการบูชาครูคู่กับคัมภีร์พระเวท อันเป็นผลมาจากความปรารถนาสุดท้ายของหัยครีพนั่นเอง ที่อยากจะอยู่กับคัมภีร์พระเวทตลอดไป...

บ้างก็อ้างว่าพระมนูนี้เป็นฤษีที่มีชื่อว่า พระมนูธรรมศาสตร์ อันเป็นผู้วางเรื่องกฏหมายในยุคแรกๆ บ้างก็ว่า จากการรอดของพระมนูนี้เป็นเหตุให้ มีคำเรียกคนนยุคถัดมานั้นว่า มนุษย์ เพราะตามก็มาจากเชื่อสายของพระมนู

อีกเรืองครับ ตำนานน้ำท่วม
ในสมัยของกษัตริย์ มนูญไวยวัตร เจ้าเมือง พาราณสี (สมมุติทีไรก็เมืองนี้เป็นส่วนใหญ่ตามธรรมเนียมนิยาย ใครรู้ว่าทำไมเมืองนี้ถึงดังนักช่วยบอกด้วยนะครับ) เป็นกษัตริย์ที่ดีอยู่ในทศพิธราชธรรมปกครองเมืองมาเรื่อย ๆ แต่ว่าน่าเสียดายที่พระองค์เป็นกษัตริย์ในช่วงที่จะสิ้นสุดของโลก หรือ พรหมทิวา คือพระพรหมนั้น ท่านจะสร้างสิ่งต่าง ๆ ในโลกใช้เวลาทั้งสิ้น ในช่วงกลางวัน หลังจากพระพรหมท่านทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน ก็จะเริ่มเหนื่อย พระพรหมท่านก็จะเข้านอนมั่งล่ะ เรียกว่า พรหมราตรี ซึ่งเมื่อพระพรหมท่านหยุดสร้างสิ่งต่างและเข้าสู่นิทรา โลกก็จะถึงกาลอวสานล่ะครับ มาถึงว่า พระมนูญเจ้าเมืองพาราณสี และเหล่ามนุษย์จะได้รู้ว่า โลกนี้กำลังจะสิ้นสุดก็หาไม่ วันหนึ่งพระมนูญไปเที่ยวในป่า ไปลงสรงน้ำในแม่น้ำแห่งหนึ่ง ก็มีปลาสีทองน่ารักว่ายมาหา แล้วบอกกับพระมนูญว่า ท่านมนุษย์ผู้มีเมตตา โปรดช่วยเราด้วยเถิด พระมนูญก็ถามว่าจะให้ช่วยยังไง ปลาน้อยก็บอกว่า เราเป็นปลาน้อยถ้าขืนอยู่ในแม่น้ำนี้ต่อไป คงถูกปลาใหญ่จับกิน แน่นอน พระมนูญได้ฟังก็สงสาร ช้อนเอาปลาน้อยไปเลี้ยงไว้ในอ่างในวัง แต่พอวันรุ่งขึ้น เจ้าปลาน้อยก็กลายเป็นตัวใหญ่คับอ่าง แล้วร้องบอกพระมนูญว่า อ่างนี้ช่างเล็กเหลือเกิน ช่วยด้วยเถิด พระมนูญแปลกใจ แต่ก็ยังไม่คิดอะไร เอาปลาไปปล่อยใน โอ่งใบใหญ่ แต่ชั่วข้ามคืน ปลาน้อยตัวนั้นก็ขยายขนาดคับโอ่ง พระมนูญเริ่มเอะใจ แต่ก็ยังเอาปลา ไปปล่อยในบ่อ ในอุทยานของวังนั้น แต่พอข้ามวัน ปลาสีทองนั้นก็ขยายขนาดใหญ่เต็มบ่อน้ำ พระมนูญจึงคิดว่านี่ต้องเป็นเทพมาลองเชิงแน่นอน จึงถวายความเคารพแล้วถามว่าเป็นเทพองค์ใด มาลองใจพระองค์ ปลาจึงตอบว่า ดูก่อน (ทำไมต้องดูก่อนด้วย สำนวนนี้ใครทราบบ้างครับ) พระมนูญ เราคือ เราคือ นารายณ์อวตาร ที่อวตารลงมาครั้งนี้ก็ด้วยว่า พรหมทิวากำลังจะสิ้นสุดในอีก 49 วันข้างหน้า แล้วจะเข้าสู่พรหมราตรีแล้ว สรรพสิ่งในโลกจะถึงกาลดับสูญ จะเกิดพายุใหญ่ พัดพาให้น้ำท่วมโลก แต่เราเห็นท่านเป็นกษัตริย์ที่ดีพร้อม เราจึงตัดสินใจมาเตือนท่าน ขอให้ท่านจง เตรียมสร้างเรือใหญ่เอาไว้ ไปหาสัตว์มาเก็บไว้อย่างละคู่ อัญเชิญ ฤาษีทั้งเจ็ด (สัปปฤาษี)มาอยู่บนเรือ หามนุษย์ชายหญิงที่เพียบพร้อมด้วยสติปัญญาและบำเพ็ญความดี มาเตรียมไว้บนเรือใหญ่ จงไปเตรียมการดังนี้เถิด พอถึงเวลาน้ำท่วมใหญ่แล้ว เราจะมาช่วยท่านอีกครั้ง พระมนูญพอได้ฟังคำเตือนขององค์พระนารายณ์ ก็รีบไปเตรียมสร้างเรือใหญ่ขึ้นทันที แล้วก็ไปเตรียมหาสัตว์มาเก็บไว้อย่างละคู่ ไปเชิญฤาษีทั้งเจ็ด พร้อมทั้งสรรหาชายหญิงที่เป็นคนดีมาไว้พร้อมบนเรือใหญ่
ไปทางฝ่ายพระพรหม หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ก็ทรงเข้าบรรทม ทันทีที่เนตรทั้งแปดปิดสนิท ก็บังเกิดความมืดมิดในสามโลกทันที พายุฝนก็พัดอย่างหนัก เกิดน้ำท่วมในโลก แล้วในตอนนั้น พระเวทอันสูงสุด ที่ต้นพลังต้นกำเนิดแห่งจักรวาลก็ไหลออกจากปากของพระพรหม (ท่านคงกรน น่ะ) หล่นออกมา มีอสูรตนหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว) ก็รีบโผล่ขึ้นมา ฮุบเอาพระเวทย์แล้วดำดินหายลงไปในบาดาล (ทำไมอสูรตนนี้ไม่สลายไปก็ไม่ทราบครับ) แล้วลงไปซ่อนตัวอยู่ในบาดาล ฝ่ายพระมนูญ ก็อยู่บนเรือใหญ่ แต่ก็ต้องผจญกับพายุอย่างหนัก พระมนูญ ฤาษีทั้งเจ็ดและเหล่ามนุษย์จึงพากันสวดภาวนาถึงองค์พระนารายณ์ ทันใดนั้น ปลาสีทองตัวใหญ่ ก็ปรากฎขึ้นแล้วบอกให้พระมนูญเอานาคผูกกับเสาเรือแล้วมาผูกกับกระโดงของปลา แล้วปลาใหญ่ก็แหวกว่ายนำทางเรือ ฝ่าพายุไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานาน และก็ว่ายมาจนถึงยอดเขาแห่งหนึ่ง ปลาใหญ่ก็บอกว่า บัดนี้ใกล้จะสิ้นสุดพรหมราตรีแล้ว พระพรหมท่านจะตื่นแล้วลงมือสร้างสรรค์สรรพสิ่งในโลกอีกครั้ง พวกท่านจงรอคอยอยู่ที่นี่ ก่อน เราจะไปจัดการอะไรบางอย่างเดี๋ยวจะกลับมา ว่าแล้วปลาใหญ่ก็ดำน้ำหายไป จริงๆ ก็คือ ปลาใหญ่นั้นดำน้ำไปหาเจ้าอสูรร้ายที่แอบขโมยเอาพระเวทย์ไป พอไปเจอกัน เจ้าอสูรก็แผลงฤทธิ์ตัวใหญ่มหึมา แต่จะใหญ่กว่าปลาสีทองก็เปล่า แล้วสู้กันพัลวัน แล้วปลาสีทองก็กัดเจ้าอสูรนั่นตาย แล้วแหวะท้อง เอาพระเวทย์ออกมา แล้วก็กลายร่างเป็นองค์นารายณ์ ทรงครุฑขึ้นไปยังวิมานของพระพรหมทันที พระพรหมท่านก็เพิ่งตื่นมา ก็เห็นพระนารายณ์มาเข้าเฝ้า อ้อ องค์นารายณ์มาหาเราหรือ เราเหนื่อยจากงานเลยเผลอหลับไปหน่อย เอาล่ะตื่นแล้วจะมาทำงานต่อล่ะ ไม่รู้โลกเป็นไงบ้าง
พระนารายณ์ก็ตอบว่า โลกได้สลายไปแล้วพระเจ้าข้า พระองค์เป็นผู้สร้างเมื่อพระองค์ทรงหลับไหล โลกที่พระองค์สร้างขึ้นมาก็ดับสลายไปพระเจ้าข้า พระพรหม ก็โหข้าเหน็ดเหนื่อยสร้างมาทั้งวัน พังหมดแล้วเนี่ยข้าก็ต้องเริ่มสร้างใหม่สิเนี่ย
ทุกอย่างต้องเป็นไปตามวัฎจักร มีเกิดก็มีดับพระเจ้าข้า นี่ข้าพระองค์ก็เอาพระเวทย์ที่ทำหล่นไปตอนนอนมาคืนพระเจ้าข้า
พระพรหมก็บ่นว่าต้องเริ่มสร้างสรรพสิ่งในโลกใหม่อีกแล้ว เฮ้อ เพิ่งได้นอนไปตื่นเดียวเอง
พระนารายณ์ก็บอกว่า ในคราวนี้ข้าได้ไปเลือกสรรมนุษย์กลุ่มหนึ่งไว้สำหรับ ช่วยแบ่งเบาภาระพระพรหมไว้แล้ว พระพรหมก็บอกอืมถ้างั้นก็ดีสิ ว่าแล้วพระนารายณ์ก็อำลาพระพรหม แล้วมาปรากฎกายต่อหน้าพระมนูญ แล้วบอกว่า พระมนูญและเหล่ามนุษย์ที่ถูกเลือกสรรมา จะมีหน้าที่ แพร่ขยายเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไป สัตว์คู่ต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือมาก็จะแพร่ขยายพันธุ์ต่อไป แล้วโลกก็อยู่ต่อไปได้อีกนาน กว่าจะสิ้นพรหมทิวาอีกครั้ง โดยโลกมนุษย์ในยุคพระมนูญนี้จะเป็นโลกยุคแรก (เรียกอะไรผมไม่แน่ใจ ) คือในโลกยุคนี้ถ้าแบ่งความดีของมนุษย์เป็น 4 ส่วน มนุษย์ในยุคนี้จะมีความดีอยู่เต็มทั้ง 4 ส่วน แล้วจากนั้นความดีของมนุษย์จะลดถอยลงไปเรื่อย
ยุคที่สามหรือกลียุค นั้นจะเป็นยุคที่ความดีของมนุษย์หรือเพียงส่วนเดียว หลังจากนั้น โลกก็จะถึงกาลล่มสลายอีกครั้ง (ไม่รู้ยุคพวกเรานี่ใกล้หรือยัง)
ทรงสั่งสอนพระมนูญแล้ว ก็ขึ้นประทับหลังพญาครุฑ กลับสู่สวรรค์ไวยกูณฐ์ ที่เกษียรสมุทร แล้วทรงเข้าบรรทมธ์ไปจนกว่าจะเกิดภัยพิบัติครั้งใหม่จึงจะปลุกพระองค์ขึ้นมา อีก


รูปเคารพทางศิลปะ

พระ นารายณ์ปางมัตสยาวตาร ครึ่งล่างเป็นปลา - ครึ่งบนเป็นเทพชาย สวมมงกุฎ และประดับสร้อยคอมี 4 กร ถือ หอยสังข์ วงล้อ ปางประทานพร และวิตรกะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น